JOE's profileJo€-Iceberg • The Celbel...PhotosBlogLists Tools Help

Jo€-Iceberg • The Celbelos Project No.21 •

The images that I was the person you love is something that I has touch my heart

JOE Iceberg

Occupation
Location
Interests
still water runs deep

You're visitor No.#

ประกาศขายกันดื้อๆ ใครสนใจรีบสั่งนะครับ มีจำนวนจำกัด

Weather

Loading...
June 06

Adidas logo

 

สัญลักษณ์แรกที่เป็นแบรนด์โลโก้ของอาดิดาสที่เราทุกคนรู้จักกันดีทั่วโลก คือ 3 แถบ “Three Stripes” แม้ว่าจะไม่ใช่โลโก้ที่อาดิดาสใช้เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการก็ตาม อาดิดาสได้จดลิขสิทธิ์สัญลักษณ์ 3 แถบในปี 1949 ซึ่งถือว่าเป็นปีกำเนิดของอาดิดาสอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ 1 ปีก่อนหน้านี้(1948) อาดิ ดาสเลอร์ ผู้ก่อตั้งอาดิดาส ได้เริ่มการใช้ 3 แถบมาจากการลองผิดลองถูกในการผลิตรองเท้า โดยไม่ได้มีความตั้งใจในการที่จะใช้ 3แถบเป็นสัญลักษณ์แต่อย่างใด เขาได้ลองใช้แถบเชือกหรือหนังมาช่วยในการกระชับเท้า โดยไม่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวขณะเล่นกีฬา จึงได้ใช้เป็นสัญลักษณ์ตั้งแต่นั้นมา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของอาดิดาสที่คนรู้จักเป็นอย่างดีทั่วโลก

 

ไม่กี่ปีหลังจากนั้น อาดิดาสได้เริ่มผลิตเสื้อผ้า และได้ขยายไปถึงเสื้อผ้าใส่ลำลองด้วย นั่นทำให้อาดิ ดาสเลอร์ และแคธี (ภรรยา) ต้องมองหาสัญลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์ในช่วงปลายยุค 60 สัญลักษณ์ “Trefoil” เกิดขึ้นในปี 1971 จากกว่า 60 แบบที่คิดขึ้นมา โดยใช้แรงบันดาลใจจาก 3แถบ

 

รู้จักกับโลโก้ adidas ตอน 1 // จุดเริ่มต้น

สัญลักษณ์ “Trefoil” ได้ใช้อย่างเป็นทางการในปี 1972 แรงบันดาลใจในการออกแบบจากภาพแผนที่โลก การมี 3 แถบคาดผ่านแผนที่โลกนั้นแสดงความหมายว่า อาดิดาสนั้นเป็นแบรนด์ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก

 

สัญลักษณ์ “Trefoil” นี้ได้หายไประยะหนึ่งและได้ถูกนำกลับมาอีกครั้งในปี 2001 เป็นแฟชั่นย้อนยุค  และได้เป็นจุดเริ่มของความนิยมการแต่งตัวแบบแฟชั่นย้อนยุคแบบคลาสสิค และได้สร้างเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เรียกว่า adidas originals อยู่ภายใต้หน่วยงาน Sport Style

 

 

ในปี 1997 อาดิดาสได้มีโลโก้ใหม่ที่เรียกว่า Performance Logo ออกแบบโดย ปีเตอร์ มัวร์ เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ทั่วไปและเป็นที่รู้จักกันดีในยุคปัจจุบัน โดยกลุ่มของ Performance นี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นถึงการเพิ่มศักยภาพในการเล่นกีฬา มีเทคโนโลยี ใช้เพื่อการเล่นกีฬาเป็นหลัก และมีผลิตภัณฑ์สำหรับการใส่ลำลองด้วย

 

การออกแบบโลโก้รูปทรงสามเหลี่ยมเป็นตัวแทนของภูเขา เปรียบเทียบเป็นความท้าทายของธุรกิจกีฬาที่จะต้องต่อสู้ฝ่าฟันในอนาคต มีเป้าหมายขึ้นไปถึงจุดสูงสุดตามที่ยอดเขาชี้ขึ้นด้านบน

 

 

Adidas Sport Style – เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นแนวสปอร์ต ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น โยจิ ยามาโมโต้ (Yohji Yamamoto) เป็นคอลเล็คชั่นพิเศษ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆมีทั้งสำหรับชายและหญิง ถือเป็นแฟชั่นระดับสูง ราคาสูง มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แตกต่างและมีจำกัด

 

เครดิต :  Hattrick Shop

May 20

10 อันดับสะพานที่สวยที่สุดในโลก


10. Khaju Bridge ประเทศอิหร่าน 

 

 

The Khaju Bridge อยู่ที่ประเทศอิหร่าน เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเมื่อศตวรรศที่ 17 

9. Pont du Gard ประเทศฝรั่งเศส 

 

Pont du Gard อยู่ที่ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเมื่อ 63 - 12 BC 

8. Bridge of Sighs เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี 

 

Bridge of Sighs อยู่ที่เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี่ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องสัมภาษณ์นักโทษกับคุก ชื่อสะพานมาจากที่นักโทษจะถอนหายใจตอนเดินผ่านสะพานจ ากห้องสัมภาษณ์ไปสู่คุก และมองวิวผ่านหน้าต่างเหล็กเพราะรู้ว่าจะเป็นครั้งสุ ดท้ายที่จะได้เห็นโลกภายนอก... 

7. Iron Bridge ประเทศอังกฤษ 

 

 

6. Covered Bridges ประเทศแคนาดา 

 

 

หรืออีกชื่อเรียกว่า Kissing bridge อยู่ที่เมือง ontorio ประเทศแคนาดา 

5. Ponte Vecchio ประเทศอิตาลี 

 

 

Ponte Vecchio อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นอกจากจะเป็นสะพาน ยังเป็นถนนช็อปปิ้งอีกด้วย 

4. The Wind and Rain Bridge ประเทศจีน 

 

อยู่ที่ประเทศจีน อายุประมาณ 100 ปี สร้างขึ้นมาโดยไม่ใช้ตะปูเลย !! 

3. Brooklyn Bridge มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

 

2. Tower Bridge กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 

 

 

1. Golden Gate Bridge มหานครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

 

 


เครดิต : SS

April 29

UEFA Champions League - Official theme

 
 
 
UEFA Champions League - Official theme
 
Found at bee mp3 search engine
April 28

แม่

 
ก๊อปชาวบ้านเค้ามาอีกที
 
หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ


เพราะ....วันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง
มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ

' ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ' ภรรยาผมพูด

'แต่ผมรักคุณนี่' ผมเถียง

'ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน'

ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ 'แม่' ของผมเอง
ซึ่งเธอเป็นหม้ายและใช้ชีวิตเพียงลำพังกับสัตว์เลี้ยงมา 19 ปีแล้ว

เนื่องจากงานที่รัดตัว ทั้งเจ้านายและลูกค้าที่ผมจะต้องรับผิดชอบ
และยังมีภรรยาและลูก ๆ ที่ต้องดูแล
ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ผมตอบตกลงกับภรรยา และขอบคุณที่เธอให้โอกาสเช่นนั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่ เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง
แม่ถามผมว่า 'มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึเปล่า?'
แม่คิดว่าการที่ผมโทรมาหาอย่างกระทันหัน
หมายความว่ า มีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น
ผมตอบแม่ว่า 'ไม่มีอะไรคับ ก็อยากคุยกับแม่ และคงจะดีมาก ถ้าเราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง ทานข้าวด้วยกันสักมื้อ ดูหนังด้วยกันสักเรื่อง'
แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า 'ได้สิจ๊ะ แม่ยินดีมากเลยจ้ะ' + 'แล้วลูกมีเวลาว่างแล้วเหรอจ๊ะ หยุดงานได้เหรอ'
...
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน
ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่า
แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
แม่สว มเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์

แม่บอกเพื่อน ๆ ว่า 'จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย'
แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ เพื่อน ๆ ของแม่ต่างพากันประทับใจยกใหญ่

เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม
บรรยากาศก็อบอุ่นสบาย ๆ มาก ๆ
ผมวางแผนว่าต้องเป็นร้านในสไตล์ที่แม่ต้องชอบ

แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

หลังจากที่เรานั่งเรียบร้อยแล้ว
ผมต้องเป็นฝ่ายอ่านเมนูอาหาร
เพราะแม่บอกว่า 'ตอนนี้สายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น'

เมื่อผมอ่านเมนูอาหารไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง
จึงหยุดเว้นจังหวะ เพื่อให้แม่ได้เลือกรายการอาหาร
ผมเงยหน้าขึ้น มองเห็นแม่กำลังจ้องมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง

แม่พูดเปรยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า
'ตอนที่ลูกยังเด็ก แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูกฟังหลายรอบ'

ผมบอกแม่ว่า 'งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบาย ๆ บ้างแล้ว'

ในระหว่างมื้ออาหารนั้น
เราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร -
เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา

เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

...

เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า 'แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ' -
'แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ'

'แน่นอนครับ' ผมตอบตกลง

'ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?' ภรรยาถาม เมื่อผมกลับถึงบ้าน
'วิเศษมาก ๆ ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย' ผมตอบ

อีกไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย

หลายวันต่อมา
ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า...

'แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปอีกครั้งไม่ได้ -
แต่... แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือ สำหรับลูกกับภรรยา - ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน, รักลูกมากจ๊ะ'

ณ วินาทีนั้น ผมได้เข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า ''รัก'
ต่อคนที่เรารัก ในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน

ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ
จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้
April 20

Hillsborough, NEVER FORGOTTEN

 
เสาร์ที่ 15 เมษายน 1989

FA Cup รองรองชนะเลิศที่สนามเป็นกลาง
ลิเวอร์พูล พบ น๊อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโร่ เมืองเชฟฟิลด์

เวลาการแข่งขันได้หยุดตรงที่ บ่ายสามโมง หกนาที
และอีก 96 ชีวิตแฟนบอล ที่ไม่ได้กลับบ้านของเขา... ตลอดกาล
 
Hillsborough (Pic:Empics)
 
 
คำอุทิศ
 
แด่เพื่อนผู้จากไป

เมื่อขับรถเข้าไปในแอนฟิลด์ขณะขับผ่านประตูแชงค์ลี่ย์ ผมชะลอความเร็วของรถจนเกือบกลายเป็นคลานเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง  ผมกวาดสายตาไล่มองไปที่อนุสรณ์ฮิลส์โบโร่ ผ้าพันคอจำนวนมากมายจากแฟนบอลทั่วสารทิศที่มาเยือนสนามวางไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพต่อผู้วายชนม์ รายล้อมไปด้วยพวงหรีดที่ครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้ซึ่งหยาดน้ำตาไม่เคยเหือดแห้งไปจากใบหน้าวางเอาไว้ ผมเห็นคบไฟที่จุดไว้ตลอดเวลาเพื่อเป็นเครื่องเตือนให้โลกระลึกถึงแฟนบอล 96 ชีวิต ที่แม้จะจากเราไปแต่จะไม่มีวันถูกลืมเลือน

ตอนที่รถผ่านอนุสรณ์สถานในระยะใกล้ ผมอ่านรายชื่อบรรดาแฟนบอลผู้ล้มลง ณ อัฒจันท์เลพพิง เลน และไม่มีวันลุกขึ้นมาอีกตลอดกาล สายตาของผมสะดุดอยู่ที่ชื่อหนึ่ง จอน-พอล กิลลูเลย์ (Jon-Paul Gilhooley) : อายุ 10 ปี แฟนบอลที่อายุน้อยที่สุดที่เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น หนึ่งในแฟนบอลที่เสียชีวิตขณะติดตามทีมรัก เด็กชายผู้ซึ่งถูกพรากจากโลกนี้ไปทั้งที่เพิ่งเห็นโลกมาไม่นาน ถูกบดขยี้บนอัฒจันท์ที่ไม่มีพื้นที่มากพอจะรองรับแฟนบอลจำนวนมหาศาลในเกมวันนั้น ผมรู้จักจอน-พอล เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม ความรู้สึกปั่นป่วนจนขนลุกซู่ ผมทำมือเป็นเครื่องหมายไม้กางเขนก่อนจะขับรถผ่านจุดนั้นมา

ผมจอดรถลงเดินก้าวเข้าไปในแอนฟิลด์แต่ในใจยังคงนึกไปถึงจอน-พอล,พ่อแม่ของเขา และความโชคดีที่มีในชีวิตผม ตอนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่ที่พรากจอน-พอลไปจากเรา ผมอายุยังไม่เต็ม 9 ขวบดี เราเรียนต่างชั้นกันและเขาอายุมากกว่าผม แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกันคือความหลงใหลในเกมฟุตบอล

จอน-พอล บูชาลิเวอร์พูล เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่ผมมีทุกๆ ครั้งที่สวมชุดยูนิฟอร์มสีแดงลงเล่นในสนาม ตอนเด็กๆ ผมกับเขามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง อาศัยอยู่ละแวกบ้านเดียวกัน ชอบฟุตบอลเหมือนกัน จอน-พอลมักจะมาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนเด็กๆ ที่ถนนแถวหน้าบ้านเก่าผมที่ฮายตัน เขาแสนจะภูมิใจทุกครั้งที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูลมาเตะบอล สโมสรลิเวอร์พูลเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา

เหมือนผู้คนจำนวนมากในแถบเมอร์ซีย์ไซด์ วันเสาร์ที่ 15 เมษายน ปี 1989 ยังคงเป็นรอยแผลเป็นในจิตใจของผมเสมอมา ลิเวอร์พูลเปรียบเหมือนศาสนาในบ้านที่ผมถูกเลี้ยงดูขึ้นมา ดังนั้นเมื่อเราได้ข่าวว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในเกมเอฟเอ คัพ ทั้งผม, พอล-คุณพ่อของผม, จูลี่-คุณแม่ และพี่ชายคนโตพอล ก็มานั่งจ้องมองภาพเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อในข่าวโทรทัศน์ตาแทบไม่กระพริบ  

เราฟังข่าว ตัวสั่นไปด้วยความหวาดหวั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมแทบไม่รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นในบ้าน ในหัวของเราได้แต่คิดไปต่างๆ นาๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น, เพราะอะไร,มีใครอยู่ที่นั่นบ้าง คืนนั้นทั้งคืนเราตกอยู่ท่ามกลางความวิตกกังวล ได้แต่คิดว่า “จะมีใครที่เรารู้จักอยู่ในเหตุการณ์นั้นไหม ขออย่าให้มีเลย”  

หลังจากนั้นผมก็เข้านอน ผมปีนขึ้นบันไดกระโจนขึ้นเตียงนอน พยายามนอนหลับเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน แต่แย่เหลือเกิน ภาพเหตุการณ์ที่น่าหวาดหวั่นจากฮิลส์โบโร่ยังคงติดตา ผมนอนลืมตาโพลงเกือบตลอดคืนจนผล็อยหลับไปก่อนรุ่งสาง

รุ่งเช้าราว 8 โมงครึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าบ้าน ผมถลาลงจากชั้นบนวิ่งไปเปิดประตู คุณปู่โทนี่ยืนอยู่ตรงนั้น คุณปู่เดินเข้ามาในห้องโถงไม่พูดอะไรสักคำ คนอื่นๆ ในครอบครัวเริ่มตามมาสบทบ พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องโถงรอฟังคำพูดที่จะออกจากปากคุณปู่ เราต่างรู้ดีว่าต้องมีเรื่องร้ายแรง บ้านคุณปู่อยู่ห่างจากบ้านเราไปอีกถนนหนึ่งและไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณปู่จะแวะมาตอนเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ความรู้สึกบนใบหน้าของปู่แสดงชัดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เราได้แต่ร้องในใจ “ต้องมีคนของครอบครัวเราในฮิลส์โบโร่แน่ๆ”

“ฉันมีข่าวร้าย” คุณปู่พูดในที่สุด “จอน-พอล จากเราไปแล้ว”

น้ำตา โทสะและความสับสนถาโถมเข้าใส่เราทุกคน เราไม่รู้เลยว่าจอน-พอล ไปชมเกมด้วย เขาไปดูเกมที่แอนฟิลด์เสมอ แต่เกมเอฟเอ คัพ เป็นโอกาสที่พิเศษมาก คุณปู่โทนี่เล่าว่าแจ๊คกี้คุณแม่ของจอน-พอล หาซื้อตั๋วให้จนได้ แจ๊คกี้รู้ดีว่าการได้เข้าไปให้กำลังใจฮีโร่ของเขาในเกมสุดพิเศษนี้มีความหมายกับจอน-พอล มากแค่ไหน อีกอย่างเกมก็จัดขึ้นที่เชฟฟิลด์ซึ่งไม่ไกลมากนัก และจอน-พอลก็อยากไปดูมากเหลือเกิน

จอน-พอลเดินทางไปชมเกมกับเพื่อนของครอบครัว พวกเขาไปรวมตัวกันที่ลิเวอร์พูลก่อนในตอนเช้าวันเสาร์ ทุกคนต่างตื่นเต้นก่อนเดินทางไปชมเกม แต่จอน-พอลไม่ได้กลับมาบ้าน เขาไม่ได้กลับมาจากเกมนั้น คำพูดนี้หลอกหลอนในใจผมมาตลอด

เป็นเพราะขั้นตอนในการชันสูตรทำให้พิธีศพของจอน-พอล จัดขึ้นหลังเหตุการณ์ฮิลส์โบโร่นานพอสมควร      ผมไม่ได้ไปร่วมพิธีศพเพราะต้องไปโรงเรียน หรืออย่างน้อยนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมได้รับ แต่ผมเชื่อว่าพ่อคงไม่อยากให้ผมไปร่วมงาน พ่อแม่ต้องการจะปกป้องผม ผมเป็นแค่เด็กชายเล็กๆ ที่ต้องอยู่กับความคิดที่ว่าลูกพี่ลูกน้องของผมคนหนึ่งต้องตายไปในการเชียร์ทีมที่เราทั้งสองต่างรักและบูชา

ในช่วงเวลานั้นผมเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนฟุตบอลของลิเวอร์พูล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องหยุดเรียนไปพักใหญ่ แต่ทันทีที่เรากลับไปเรียนอีกครั้ง สีหน้าตื่นตระหนกที่ผมได้เห็นบนใบหน้าบรรดาโค้ชทำให้ผมตระหนักว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสโมสรและเมืองทั้งเมือง ในครอบครัวของผมเรายังคงคุยกันถึงเรื่องราวของฮิลส์โบโร่อยู่นานหลายเดือนหลังเกิดเหตุการณ์ จนถึงทุกวันนี้ 17 ปีให้หลัง บางครั้งเรายังคงรู้สึกและเจ็บปวดเมื่อหยิบยกเรื่องราวจากเหตุการณ์นี้ขึ้นมาคุยกัน

เมื่อไรก็ตามที่ผมพบพ่อแม่ของจอน-พอลเมื่อผมซ้อมบอลอยู่ที่อะคาเดมี่ มันเหมือนเป็นแรงกระตุ้นพิเศษ ทำให้ผมตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จให้ได้ ก่อนหน้าที่ผมจะได้ลงเล่นเกมแรกฐานะทีมชุดใหญ่ ผมได้พบพวกเขาซึ่งบอกกับผมว่า “จอน-พอล จะต้องภูมิใจในตัวเธอมาก”

ตลอดเกมนั้นผมรู้สึกถึงจอน-พอล ที่เฝ้ามองลงมาจากเบื้องบน ดีใจที่ผมทำฝันของเราทั้งคู่ให้เป็นจริงจนได้ ทุกๆ ครั้งที่ทีมเรามีชัย ผมมักจะนึงถึงจอน-พอลอยู่เสมอ คิดอยู่ว่าเขาจะตื่นเต้นแค่ไหนที่ลิเวอร์พูลชนะ ทุกวันที่คิดว่าจอน-พอลไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วทำให้ผมใจสลาย

สโมสรดูแลครอบครัวของจอน-พอล เช่นเดียวกับครอบครัวของผู้สูญเสียคนอื่นเป็นอย่างดีเสมอมา ลิเวอร์พูลนั้นเป็นสโมสรที่มากด้วยน้ำใจต่อแฟนบอลและหยั่งรากลึกไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของชุมชน ผมจำได้ถึงครั้งหนึงที่แจ๊คกี้เล่าให้คุณพ่อผมฟังว่าสโมสรดีกับพวกเธอเพียงไร

ทุกๆ ปีในวันครบรอบเหตุโศกนาฏกรรม สโมสรจะจัดพิธีไว้อาลัยขึ้น เป็นธรรมเนียมที่นักเตะของสโมสรจะไปร่วมงานพิธีในวันครบรอบทุกครั้ง ทีมต้องการที่จะแสดงความเคารพต่อแฟนบอลทั้ง 96 ราย ที่เป็นตัวแทนของความรักอันสุดซึ้งที่แฟนบอลมีให้สโมสร

ในงานรำลึกปี 2005 ผมเป็นไข้เล็กน้อยแต่ผมก็ไปร่วมงานเหมือนทุกปี ไม่มีทางที่ผมจะพลาดงานนี้เด็ดขาด งานรำลึกผู้สูญเสียที่ฮิลส์โบโร่นี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม

ในวันงานผู้เล่นในทีมไปรวมตัวกันที่สนามซ้อมในเมลวู้ดก่อนจะขึ้นรถบัสของทีมเดินทางไปแอนฟิลด์ร่วมกัน ระหว่างเดินทางผมคุยกับนักเตะต่างชาติที่ยังไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งของพิธีการนี้ “เราจะไปที่ไหนกัน กำลังจะไปทำอะไรกัน” นี่เป็นคำถามที่นักเตะบางคนอาจยังสงสัย พวกนักเตะต่างชาติอาจเคยได้ฟังเรื่องฮิลส์โบโร่มาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

เรื่องราวที่ผมเล่าให้เพื่อนร่วมทีมฟังทำเอาพวกเขานิ่งอึ้งด้วยความสะเทือนใจ ผมอธิบายให้พวกเขาฟังถึงความโกรธในหมู่ชาวลิเวอร์พูลที่มีต่อเรื่องราวที่มีการเขียนขึ้นมาเผยแพร่หลังจากเหตุการณ์นั้น และเหตุผลว่าทำไมศัตรูตัวร้ายที่สุด เดอะ ซัน ถึงไม่เคยมีให้เห็นที่เมลวู้ด, แอนฟิลด์ หรือที่บ้านของผม แฟนบอลลิเวอร์พูลต่อต้านเดอะ ซัน กันทุกคน ผมเป็นแฟนลิเวอร์พูลคนหนึ่งผมเห็นด้วยกับแนวทางของคนอื่นๆ ผมเองสูญเสียบุคคลในครอบครัวไปในเหตุการณ์ฮิลส์โบโร่ด้วย ไม่มีวันที่ผมจะแตะหนังสือพิมพ์ เดอะ ซัน เด็ดขาด

ด้วยความเข้าใจในเรื่องราวทั้งหมดพวกผู้เล่นต่างชาติต่างให้ความเคารพต่อผู้สูญเสีย ผมไม่เคยได้ยินว่ามีผู้เล่นคนไหนไม่เต็มใจจะไปร่วมงานไว้อาลัยในวันครบรอบ ความรู้สึกแรงกล้านี้อบอวลอยู่ทั่วสโมสร แม้แต่นักเตะใหม่ก็มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสโมสรในเรื่องนี้..

 
สตีเว่น เจอร์ราด
 
 
Photo 1 of 32
นสพ. อาร์เซน่อลแห่งสยามประเทศ

Windows Media Player

Custom HTML